ซิฟิลิส คืออะไร จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส?

0
181
ซิฟิลิส คืออะไร จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส?

ซิฟิลิส คืออะไร จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส?

 

ซิฟิลิส คืออะไร?

ซิฟิลิส (Syphilis) คือกามโรคชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum ในช่วงวัยเจริญพันธุ์

ซิฟิลิส คืออะไร จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส?

โรคนี้ติดต่อได้อย่างไร?

  1. ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรับเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อ ติดต่อขณะสัมผัสเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก หรือช่องปาก

  2. ติดต่อจากแม่สู่ลูก เชื้อนี้สามารถติดต่อจากแม่ ไปสู่ลูกในขณะตั้งครรภ์หรือระหว่างการคลอด

  3. ติดต่อทางอื่น เชื้อนี้อ่อนแอและตายง่ายในสิ่งแวดล้อมทั่วไป ดังนั้นการสัมผัสมือของผู้ที่เป็น ซิฟิลิสหรือการนั่งโถส้วมจะไม่เกิดการติดต่อ แต่เมื่อผิวหนังที่มีแผลสัมผัสกับแผลที่มีเชื้อซิฟิลิส จะมีโอกาสติดเชื้อได้

 

      โรคซิฟิลิส สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาในระยะยาวอาจแสดงอาการในหลายระบบของร่างกายซึ่งร้ายแรงได้มากกว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ โรคนี้มีระยะแฝงตัวของโรคที่ค่อนข้างยาวนาน และสามารถแพร่ไปให้คู่นอน

      โรคซิฟิลิสเป็นโรคที่พบได้บ่อยรองจากหนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Non-gonococcal urethritis) และสามารถพบเกิดได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย หลังจากได้รับเชื้อในช่วงแรกอาจจะพบแผลที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นแผลจะหายได้เอง และจะมีผื่นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่อวัยวะเพศ อาจมีผมร่วงเป็นหย่อมๆได้  โดยผู้ติดเชื้อบางรายอาจจะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อนั้นจะอยู่ในร่างกายถ้าไม่ได้รับการรักษา เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดความผิดปรกติที่สมอง และระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีอาการแสดง ผู้ป่วยจะทราบว่าติดเชื้อได้ต่อเมื่อมีการไปตรวจเลือด เช่น การตรวจเลือดเพื่อบริจาคเลือด หรือการตรวจคัดกรองในระยะฝากครรภ์  ซึ่งโรคนี้มียารักษาและสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควรมีการตรวจติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูระดับผลเลือด

 

อาการของซิฟิลิสเป็นอย่างไร?

     ในช่วงแรกอาจมีแผลที่อวัยวะเพศ หรือไม่มีอาการใดๆ และถ้าไม่รักษาแผลดังกล่าวอาจหายได้เอง แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลแทรกซ้อนตามมา โดยมีระยะต่างๆ ดังนี้

ระยะโรคซิฟิลิส

     ซิฟิลิสระยะแรก (Primary syphilis) อาการที่สำคัญในระยะนี้ คือ แผลริมแข็งในตำแหน่งที่ติดเชื้อซิฟิลิส ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญ คือ

     – มีตุ่มแดงแล้วแตกออกเป็นแผลบริเวณอวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือ ริมฝีปาก หลังจาก ได้รับเชื้อ 10 – 90 วัน

     – มักเป็นแผลเดียวไม่เจ็บ ขอบนูน ต่อมน้ำเหลืองโต แต่กดไม่เจ็บ

     – แผลจะเป็นอยู่ 1 – 5 สัปดาห์ และส่วนใหญ่จะหายไปเอง

     – การตรวจเลือดในช่วงนี้ให้ผลบวกได้ประมาณสองในสาม

     ซิฟิลิสระยะที่สอง (Secondary syphilis) อาการสำคัญในระยะนี้ คือ ผื่นที่เกิดในช่วง 2-3 สัปดาห์หลังจากแผลริมแข็งหายแล้ว

    – ผื่นมีสีแดงน้ำตาล ไม่คัน สามารถพบได้ทั่วตัวรวมทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจมีไข้ และอาจมีปวดตามข้อ เนื่องจากข้ออักเสบ

    – ต่อมน้ำเหลืองโต

   – ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ

   – อาการเหล่านี้จะเป็น 1-3 เดือนแล้วหายไปเอง อาจ กลับเป็นซ้ำได้ในบางคน

   – การตรวจเลือดในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะให้ผลบวก

          ซิฟิลิสระยะแฝง (Latent syphilis) ช่วงนี้ไม่มีอาการใดๆ เป็นช่วง 2-30 ปี หลังจากรับเชื้อ การวินิจฉัยโรคระยะนี้ทำได้โดยการเจาะเลือด อาจจะเกิดผื่นเหมือนในระยะที่สองได้ มารดาที่ตั้งครรภ์และเป็นโรคระยะนี้ เชื้อซิฟิลิสสามารถติดต่อไปยังลูกได้

          ซิฟิลิสระยะหลัง (Tertiary syphilis) ซิฟิลิสระยะ Late stage ระยะนี้เป็นช่วง 2-30 ปี หลังรับเชื้อ เชื้อซิฟิลิสจะทำลายอวัยวะภายในต่างๆ เช่น หัวใจและหลอดเลือดสมองทำให้อ่อนแรง หรืออาจจะตาบอดได้ หากรักษาไม่ทันท่วงที อวัยวะต่างๆ อาจถูกทำลาย และไม่สามารถกลับคืนเป็นปกติ

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นซิฟิลิส?

          การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจหนอง จากแผลในระยะที่หนึ่งหรือตรวจเลือดในทุกระยะของโรค การตรวจเชื้อทำได้โดย

  1. Darkfield Exam ส่องกล้อง Darkfield เพื่อหาตัวเชื้อ การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยได้จาก แผล หรือผื่นที่สงสัยที่เกิดในการติดเชื้อระยะแรก และ ระยะที่สอง

  2. การตรวจเลือด เป็นการตรวจเลือดเพื่อหา ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อซิฟิลิส มี 2 วิธี คือ

– การเจาะเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันเบื้องต้นซึ่งไม่ เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิฟิลิส เช่น การตรวจ VDRL หรือ RPR

– การเจาะเลือดที่เจาะจงต่อตัวเชื้อซิฟิลิส เพื่อ ยืนยันการวินิจฉัย เช่น FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption Test) หรือ MHA-TP (Micro hemagglutination Treponema Pallidum)

สำหรับการตรวจนี้ผู้ที่เคยเป็นซิฟิลิสมาก่อนถึง จะรักษาแล้ว อาจจะให้ผลบวกได้โดยที่ไม่เป็นโรค ในขณะนั้น

  1. Cerebrospinal Fluid Test การตรวจน้ำไขสันหลังจะทำในกรณีสงสัยการติดเชื้อในระบบประสาท

 

การรักษาโรคซิฟิลิส

ตรวจเลือดถึงบ้าน

1.รักษาโดยการฉีดยาปฏิชีวนะฉีดเข้ากล้าม หรือการรับประทานยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น โดยได้รับการตรวจและคำปรึกษาจากแพทย์

2.ให้ตรวจเลือดเพื่อติดตามการรักษาหลังจากรักษา 6 เดือน และต้องตรวจเลือดซ้ำหลังจากนั้นทุกปี

3.ผู้ป่วยโรคนี้ขณะมีแผลควรงดการมีเพศสัมพันธ์ หรือควรสวมถุงยาอนามัยจนกว่าแผลหายสนิท และควรแจ้งให้คู่นอนทราบเพื่อมารับการรักษาด้วย

4.โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเทศ ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคซิฟิลิสอย่าง สม่ำเสมอ

 

            สำหรับการป้องกันโรคนั้น สามารถทำได้ด้วยการเริ่มจากที่ตัวเรา ขอแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และรับผิดชอบต่อคู่และสังคม ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หากมีความเสี่ยงมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ขอแนะนำให้พบแพทย์และตรวจเลือดเพื่อตรวจคัดกรองซิฟิลิสและเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและลดโอกาสการแพร่เชื้อของโรคได้

 

อ้างอิง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข

 

 

Tel: 099-131-9919
Website : www.ocare.co.th
Facebook.com/Ocarehealth
Instagram.com/Ocarehealth
Line ID : @ocarehealth
👇👇คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hsv2260s

เพิ่มเพื่อน
“คลิกโอแคร์ ดูแลถึงบ้าน”
Ocare : โอแคร์ คือ ผู้ให้บริการตรวจสุขภาพถึงบ้าน พร้อมวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพโดยแพทย์ รับผลตรวจทันทีภายใน 24 ชั่วโมง
#โอแคร์#Ocare#ตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพถึงบ้าน#โปรแกรมตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพโดยแพทย์#ตรวจสุขภาพโดยพยาบาล#ผลสุขภาพออนไลน์

Ocare โอแคร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here