ตกขาว เพราะผ้าไม่แห้ง อาการแพ้ที่ตามมาช่วงหน้าฝน

0
2896

ตกขาว เพราะผ้าไม่แห้ง อาการแพ้ที่ตามมาช่วงหน้าฝน

ช่วงหน้าฝน สาวๆหลายคนหนักใจไม่น้อย กับปัญหา ผ้าไม่แห้ง !!!! โดยเฉพาะของคู่ใจ อย่างชุดชั้นใน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาแพ้ตามมา ไม่ว่าจะเป็น อาการคัน  ตกขาว ผื่นแพ้ เชื้อรา และอีกมากมาย

รู้หรือไม่ เชื้อราชอบอากาศร้อนชื้น

หนึ่งในสาเหตุทำให้เกิดเชื้อรา อาการคันในร่มผ้าของคุณผู้หญิงนั้น สาเหตุหนึ่งมาจาก การไม่มีเวลาดูแล เรื่องเสื้อผ้า การตากเสื้อผ้าในที่อับแสงแดง โดยเฉพาะหน้าฝน อันเป็นสาเหตุของโรคในร่มผ้า โดยเชื้อราที่พบกว่า 80% บนผ้าที่ตากในที่ร่ม ช่วงหน้าฝนคือ เชื้อรา แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดี ในสภาวะที่อับชื้นเป็นด่าง ส่วนเชื้อราสายพันธุ์อย่าง แคนดิดา สปีชี่ส์ (Candida species) และโทรูลอบซิส (Torulopsis) ก็จะพบได้เช่นเดียวกัน โดยเชื้อราเหล่านี้สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เมื่อสปอร์ของเชื้อรา ตกลงบนเสื้อผ้าที่อับชื้นไม่มีแสงแดด ก็จะช่วยทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เชื้อรา สามารถทำให้เกิดโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน เชื้อราในเล็บ เชื้อราที่ผม ฮ่องกงฟุต และโรคผิวหนังอีกมากมาย ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค มาจากการสัมผัสเชื้อราโดยตรง สภาพแวดล้อมที่ผิวหนังเผชิญ เช่น ผิวหนังมีบาดแผล ผิวหนังเปื่อยจากความชื้น เป็นต้น

ในช่วงฤดูฝนนี้ เราจะพบโรคผิวแพ้เสื้อผ้าบ่อยขึ้น เนื่องจากเมื่อเสื้อผ้าเปียกชื้น เชื้อรา และ เชื้อแบคทีเรียจะเติบโตได้ดีในที่อับชื้น ยิ่งถ้าสวมใส่ เสื้อผ้ารัดรูป และผ้าเนื้อหนา ๆ ด้วย ยิ่งจะทำให้เกิดการเสียดสี ความร้อน ความชื้น และเหงื่อออกมาก อาการทั่วไปมักพบเป็นผื่นคันตามจุดที่เกิดการอับ

และนี่คืออาการแพ้ยอดฮิต ในช่วงหน้าฝน ที่เกิดจากการตากผ้าไม่แห้ง เปียกแฉะอับชื้น ตามโอแคร์ไปดูกันค่ะ

1.โรคผิวหนัง

ซึ่งมาจากเชื้อราในฟองน้ำ ในหน้าฝน ฟองน้ำอาจจะแห้งสนิทยาก เช่น ข้างนอกแห้ง แต่ข้างในยังชื้น ทำให้เชื้อราแบ่งตัวได้ดี เมื่อสวมใส่ จะก่อให้เกิดอาการคัน เป็นผดผื่นบนผิวหนังได้

2. ตกขาว หรือ เชื้อราในช่องคลอด

กางเกงชั้นในที่อับชื้น จะก่อให้เกิดชื้อรา ที่ทำให้มีอาการคันในช่องคลอดได้
เชื้อที่เป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดการอักเสบของช่องคลอด ที่พบบ่อยที่สุด คือ แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งโดยปกติเป็นเชื้อที่อยู่ในช่องคลอด โดยไม่ทำให้เกิดโรค แต่หากใส่ชุดชั้นในที่อับชื้นเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้เชื้อรามีปริมาณมากขึ้นจนก่อโรค ลองสังเกตดูว่า มักจะมี ตกขาว ออกมาร่วมกับมีอาการคันช่องคลอด

3. ติดเชื้อ บริเวณผิวหนัง

ชุดชั้นในที่เล็กเกินไป จะมีการเสียดสีหรือกดทับกับผิว
โดยที่เราอาจไม่สังเกตเป็นเวลานาน เมื่อบวกกับความชื้นของชุดชั้นใน อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ บริเวณผิวหนังที่แผลถลอกได้ เช่น บริเวณสีข้าง บริเวณขอบยาง เป็นต้น

 4. ควรรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการ

ในกรณีที่มีผื่นคัน บริเวณผิวหนัง อวัยวะเพศที่สัมผัสกับชุดชั้นใน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับวินิจฉัย และ รักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามาทา หรือซื้อยามารับประทานเอง เพราะถ้าไม่หาย กว่าจะมาพบแพทย์อาการอาจลุกลามมากขึ้น และใช้เวลาในการรักษานานขึ้น

โดยเฉพาะการติดเชื้อราในช่องคลอด สามารถรักษาหายได้ด้วยยา แต่ยานั้นมี ทั้งกิน เหน็บช่องคลอด และ ชนิดครีมทาในช่องคลอด การจะใช้ยาอย่างไรดี ควรปรึกษาคุณหมอที่รักษาดีกว่า หากทำการรักษาเอง อาจทำให้ไม่หาย และอาจมีโรคอื่นแทรกซ้อน ตามมาได้

 5. ห่างไกลจากโรคผิวหนัง และอาการแพ้ ได้ง่ายๆ
โดยการหลีกเลี่ยงการ ใส่ชุดชั้นใน ที่แน่นคับเกินไป ทำให้การระบายอากาศไม่ดี
และควรเลือกเนื้อผ้า ที่สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่อุ้มนำ้ ไม่หนาหนัก
และ หมั่นตรวจดู ชุดชั้นในอยู่เสมอว่ามีจุดเล็กๆ หรือมีรอยของเชื้อโรคหรือไม่ หากมี ควรทิ้งทันที ไม่ควรเสียดาย
ที่สำคัญควรซักชุดชั้นใน ให้สะอาดและแห้ง พยายามให้โดนแดดบ้าง หรือผึ่งให้แห้ง ในที่ระบายอากาศได้ดี ก็จะช่วยทำให้เราห่างไกล จากอาการแพ้ต่างๆได้

คำแนะนำจากแพทย์

ควรเลือกซื้อกางเกงชั้นใน ที่ผลิตจากผ้าฝ้าย ซึ่งจะช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่ควรเลือก กางเกงชั้นใน ที่ทำจากไนลอน สำหรับคนที่เริ่มมีอาการของโรค ช่องคลอดติดเชื้อรา ควรเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด  นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงกางเกงที่รัดรูปมากเกินไป เพราะไม่ระบายอากาศ อาจก่อให้เกิด การระคายเคือง บริเวณช่องคลอดและขาหนีบได้

  1. เชื้อรา ชอบอากาศร้อนชื้น ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคนี้ ก็อย่าสร้างสภาพแวดล้อมของ ร่างกาย ให้เอื้อ ต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา
  2. ควรล้าง และ ทำความสะอาด ไม่ให้บริเวณจุดซ่อนเร้น เสียสมดุล (ห้ามสวน เพราะเชื้อรา จะเข้าสู่ภายในช่องคลอดได้) หรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ที่มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ใกล้เคียงกับกรดแลคติกจะช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียดีที่มีชื่อว่า “แลคโตบาซิลไล” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียได้อย่างดี จึงสามารถลดการระคายเคือง กลิ่นอับชื้นได้ และ ไม่ควรใช้สบู่ เพราะมีค่าเป็นด่าง ไปทำลายกรดแลคติก
  3. อย่าปล่อยให้ บริเวณช่องคลอดชื้นแฉะ เวลารู้สึกร้อน หรือ เหนอะหนะ บริเวณปากช่องคลอด ควรทำความสะอาดเช็ดให้แห้ง
  4. ไม่แนะนำให้ใส่แผ่นอนามัยตลอดเวลา เพราะก่อให้เกิดความอับชื้น ขอให้ใช้ช่วงที่จำเป็น
  5. หลีกเลี่ยง การสวมใส่กางเกงชั้นในที่อับชื้น หรือเปียก เป็นเวลานาน
  6. ให้นำเสื้อผ้ามาผึ่งแดดจนแห้งสนิท โดยเฉพาะกางเกงยีนส์ ควรทำความสะอาดและตากแดดให้แห้งสนิทจริงๆเพราะเนื้อผ้าประเภทนี้หากเปียกน้ำ มักแห้งช้า กว่าผ้าปกติทั่วไป ทำให้เกิดความอับชื้น และ อาจเป็นที่มาของเชื้อโรคได้
  7. เวลานอนควรสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดชั้นในเวลานอน เพื่อให้จุดอับชื้นต่างๆ ของร่างกายได้มีการระบาย
  8. ดูแลร่างกายตนเอง ให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ  5  หมู่ โดยเฉพาะ ผัก และ ผลไม้ ที่มีวิตามิน C , E และ เบต้าแคโรทีน เช่น ข้าวโพด แครอท ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ ดื่มน้ำสะอาด พักผ่อนให้เพียงพอ และเมื่อเกิดความผิดปกติของผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโดยตรง

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here