ตรวจเอดส์แบบไหน ได้ผลแม่นยำที่สุด

0
580
ตรวจเอดส์ไม่เจอ

เชื้อไวรัส HIV เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเอดส์ โดยเชื้อเอชไอวีจะกระจายไปทั่วร่างกายและทำลายภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ ทำให้ร่างกายค่อยๆ อ่อนแอลง ติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย

วิธีที่จะทำให้รู้ว่า ใครติดเชื้อเอชไอวีจำเป็นต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโดยเฉพาะ นั่นเพราะผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจไม่ทราบว่า ตนเองมีเชื้อ จากสถิติพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ติดเชื้อไม่ทราบว่า ตนติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากกว่าสัญญาณของโรคจะปรากฏออกมาให้เห็น เชื้อเอชไอวีก็พัฒนาเป็นโรคเอดส์แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นภูมิคุ้มกันโรคของผู้ติดเชื้อก้ลดลงอย่างมาก ทำให้มีอาการป่วยอย่างหนัก และไม่สามารถรักษาได้อีกต่อไป ไม่เพียงเท่านี้ก่อนหน้านั้นผู้ป่วยยังอาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นไปแล้วโดยไม่รู้ตัว แล้วการตรวจตรวจเอดส์แบบไหน ได้ผลแม่นยำที่สุด

ตรวจเอดส์

การตรวจเลือดเอดส์ในปัจจุบันมีหลักๆทั้งหมด 4 แบบ 

 

1.Nucleic Acid Amplification Testing (NAT)คือ การตรวจหาเชื้อเอชไอวีแบบใหม่ล่าสุดในปัจจุบัน คือเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ หรือมีความกังวลหลังจากมีความเสี่ยงมา โดยที่นวัตกรรมนี้มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และแม่นยำมาก ท่านไม่จำเป็นต้องรอระยะเวลาถึงหนึ่งเดือนอย่างที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะตรวจพบโดยแนท ที่ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังไปเสี่ยงมา

เพราะ “แนท” คือ วิธีการตรวจเลือดที่มีความไวกว่าวิธีการเดิม คือ แอนติ-เอชไอวี ที่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้นเคยต่อต้านเชื้อแล้วจึงตรวจพบ ซึ่งวิธีการ “แนท” นี้ ทำงานด้วยการตรวจเพื่อหาตัวเชื้อเอชไอวีโดยตรง ฉะนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไปหลังได้รับความเสี่ยงมา

วิธีการตรวจหาเชื้อเอชไอวีที่ผ่านมานั้น คือ วิธีการตรวจแบบการหาแอนติบอดี้ คือ การตรวจหาการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อของร่างกาย ดังนั้น ปัญหาของวิธีนี้คือ ร่างกายต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการตรวจหาเชื้อไวรัส แล้วจึงสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อ และช่วงเวลาตั้งแต่ที่เราได้รับเชื้อมา จนถึงช่วงที่ร่างกายสร้างภูมินี้เองที่เราเรียกกันว่า ระยะฟักตัว หรือ (Window Period)

ด้วยเหตุนี้ “แนท” จึงเป็นการช่วยร่นระยะเวลาฟักตัว และจะทำให้เรารู้เร็ว ไม่ต้องรอ หมดกังวล และเมื่อรู้แต่เนิ่นๆ เราก็ดูแลตัวเองได้เร็ว และยังยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างทันท่วงที เพราะประโยชน์ของ “แนท” คือ แม่นยำ และรวดเร็วกว่าการตรวจแบบทั่วไปที่ตรวจหาแอนติบอดีที่ต้องใช้เวลารอหลังเสี่ยง 2 – 12 สัปดาห์

2.การตรวจหาแอนติบอดีต่อ HIV (Anti-HIV antibody)

2.1 ELISA : เป็นการ “ตรวจคัดกรอง” (screening test) ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย ทำได้ง่าย ไม่แพง มีความไวมาก ความแม่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจแล้วให้ผลบวกสองครั้ง จากน้ำยาของต่างบริษัท ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ แต่การจะบอกว่าใครเลือดบวกเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจะต้องตรวจยืนยันด้วยวิธีอื่นที่จำเพาะกว่าอีกครั้งก่อน

ผลบวกปลอม มีไหม ? มีครับ แต่ก็น้อยยยยยยย แล้วปลอมมาจากไหน ก็จากแอนติบอดีต่อกล้ามเนื้อเรียบ ต่อไมโตคอนเดรียในเซลล์ของร่างกาย ต่อไวรัสชนิดอื่นที่คล้ายกัน ฯลฯ

ผลลบปลอมมีไหม? (ติดเชื้อ แต่ผลตรวจเป็นลบ) ก็มีครับ แต่ก็น้อยยยยย โดยเฉพาะพวกใจร้อน เพิ่งรับเชื้อมา ก็รีบตรวจ แอนติบอดียังไม่ขึ้น จึงยังให้ผลเป็นลบ เรียกระยะนี้ว่าWindow period

2.2 Western blot assay: เป็นการ “ตรวจยืนยัน” (Confirmatory test) การติดเชื้อ HIV ที่นิยมมากที่สุด เพราะมีความไว และความแม่นยำสูงกว่าวิธี ELISA แต่ราคาแพงกว่า ใช้เวลามากกว่า ทำยากกว่า ถ้าอย่างนั้น Western blot assay ก็เชื่อถือได้ ถ้าให้ผลเป็นบวกมันก็ต้องบวกแน่ๆซิ …เปล่าครับ ผลบวกปลอมก็มี แต่ก็น้อยยยยยยยยยยยนิด (จริงๆ)

2.3 Indirect immunofluorescent assay (IFA): เป็นการตรวจหาแอนติบอดี เหมือน Western blot เพียงแต่การอ่านผล อ่านจากดูการเรืองแสง แทนการนับสารรังสีใน Western blot มีความไวและความแม่นพอๆกัน

3.การตรวจหา DNA ของไวรัส

วิธีนี้คือการหาโดยอาศัยการเพิ่มปริมาณ DNAเรียกว่า PCR (Polymerase chain reaction) ตรวจได้แม้จะมีปริมาณDNA เพียงน้อยนิด (มีความไวสูง) ความชัวร์เชื่อถือได้แน่นอน ถือเป็นวิธีการ “ตรวจยืนยัน” ที่แน่นอนที่สุด

4.การเพาะเชื้อไวรัส HIV

ทำยาก ราคาแพง ความไวน้อย แต่ถ้าให้ผลบวก ก็ถือว่าชัวร์ที่สุด

The result of a positive rapid HIV test

ทำอย่างไร หากผลตรวจเป็นบวก

  • พบแพทย์ทันทีเพื่อขอรับการรักษาและหาวิธีการชะลอการติดเชื้อ โดยปกติแล้วแพทย์จะทำการตรวจซ้ำอีกหลายครั้งเพื่อประเมินสถานภาพของเชื้อไวรัส ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องขอรับการตรวจและรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเอชไอวี

  • หยุดกิจกรรม  หรือพฤติกรรมใดๆ ที่ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น การสูบบุหรี่ การใช้ยาเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เป็นต้น

  • ควรได้รับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคอื่นๆ ด้วย เพราะหากมีการติดเชื้อเอชไอวีก็ย่อมมีโอกาสที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย เนื่องจากเอชไอวีจะส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลงทำให้ร่างกายของผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ง่าย

  • คุณจำเป็นต้องแจ้งให้คู่นอนไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือคนที่กำลังจะคบหาทราบเกี่ยวกับการติดเชื้อ เพราะพวกเขาจะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อและรับการรักษาด้วยเช่นกัน นอกจากนี้คุณจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยด้วยทุกครั้งหากมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

ผู้ที่พบว่าตนติดเชื้ออาจรู้สึกแปลกแยก หวาดกลัว และไม่กล้าที่จะบอกเรื่องนี้กับใครไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อน หรืออาจเป็นกังวลว่า พวกเขาเหล่านั้นจะรังเกียจและไม่เข้าใจ แนะนำให้ปรึกษาและขอรับคำแนะนำจากจิตแพทย์ หรือผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะคลินิกเฉพาะทางด้านเอชไอวีบางแห่งสามารถให้บริการที่ปรึกษา ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะสามารถให้คำตอบในสิ่งที่คุณสงสัย ทั้งยังเข้าใจสถานการณ์ที่คุณเผชิญอยู่

แม้ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาด แต่การติดเชื้อไม่ได้ทำให้คุณเสียชีวิตในทันที หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิทยาศาสตร์ต่างทุ่มทุนเพื่อการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เอชไอวีจะสามารถรักษาให้หายได้ หรือการคิดค้นวัคซีนป้องกันเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าในวิวัฒนาการทางการแพทย์ปัจจุบันทำให้ผู้ป่วยเอชไอวีบวกกับการดูแลสุขภาพและทานยาตามที่หมอสั่ง ตรวจเช็คร่างกายเป็นประจำ เท่านี้ก็สามารถมีชีวิตอยู่อย่างปกติได้หลายสิบปีไม่ต่างจากคนปกติ

 

อ้างอิง  : กรมควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

Tel: 099-131-9919
Website : www.ocare.co.th
Facebook.com/Ocarehealth
Instagram.com/Ocarehealth
Line ID : @ocarehealth
👇👇คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hsv2260s

เพิ่มเพื่อน

“คลิกโอแคร์ ดูแลถึงบ้าน”
Ocare : โอแคร์ คือ ผู้ให้บริการตรวจสุขภาพถึงบ้าน พร้อมวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพโดยแพทย์ รับผลตรวจทันทีภายใน 24 ชั่วโมง
#โอแคร์#Ocare#ตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพถึงบ้าน#โปรแกรมตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพโดยแพทย์#ตรวจสุขภาพโดยพยาบาล#ผลสุขภาพออนไลน์

 

เอดส์

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here