ออกแดดอย่างไร ไม่ดำ ไร้มะเร็งผิวหนัง! ช่วงสงกรานต์

0
124
ออกแดดอย่างไร ไม่ดำ ไร้มะเร็งผิวหนัง! ช่วงสงกรานต์

ออกแดดอย่างไร ไม่ดำ ไร้มะเร็งผิวหนัง! ช่วงสงกรานต์

เล่นน้ำสงกรานต์

         ออกแดดอย่างไร ไม่ดำ ไร้มะเร็งผิวหนัง! ช่วงสงกรานต์ เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงตื่นเต้นกับเทศกาลที่มาถึง ได้เล่นน้ำและสาดน้ำกันอย่างเมามันในช่วงวันหยุดยาว แต่ก็กลัวผิวดำเมื่อต้องออกไปเผชิญกับแสงแดด นอกจากผิวดำไม่พอแดดเมืองไทยก็แรงจนแสบผิว มะเร็งผิวหนังก็ตามมาอีก วันนี้โอแคร์ จึงมาแนะนำเกร็ดความรู้ วิธีการการป้องกันแสงแดด ออกแดดอย่างไร ไม่ดำ ไร้มะเร็งผิวหนัง! ช่วงสงกรานต์ ไปดูกันเลยค่ะ

อันตรายจากแสงแดด

อันตรายจากแสงแดด

       ในแสงแดดประกอบด้วยรังสีที่มองเห็นด้วยตาเปล่า นั่นก็คือรังสีอัลตราไวโอเลต (ultraviolet) หรือรังสียูวี (UV) นั่นเอง อันตรายที่เกิดจากแสงยูวี แม้เพียงเล็กน้อยในยามแดดจัด ก็สามารถทำให้คอลลาเจน (เซลล์เนื้อเยื่อของผิวหนัง) เสื่อมสภาพได้ อนุมูลอิสระเป็นผลผลิตจากการที่ร่างกายต่อสู้กับสิ่งที่มาระคายเคือง เช่น แสงแดด ฝุ่น ควัน และมลพิษต่างๆ เป็นเวลานาน ซึ่งหากหลงเหลืออยู่ในผิวหนัง สารอนุมูลอิสระนี้ก็อาจทำลายเซลล์รอบๆ ตัว ทำให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ถึงแม้ว่าโรคมะเร็งผิวหนังจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่พบว่า มีความสัมพันธ์กับรังสียูวี นั่นคือ ผิวหนังถูกแสงแดดแผดเผาเป็นเวลานานนับสิบปี

มะเร็งผิวหนัง

ชนิดของรังสียูวี

รังสียูวีแบ่งได้เป็น 3 ชนิดด้วยกัน คือ รังสียูวีเอ (UVA) รังสียูวีบี (UVB) และรังสียูวีซี (UVC)

  1. รังสียูวีเอ (UVA) คือ รังสีอัลตราไวโอเลตที่มีคลื่นยาวกว่ารังสี UVB และ UVC อันสามารถทะลุไปถึงชั้นผิวหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ได้ แม้ว่าอาการที่เกิดขึ้นกับผิวหนังเมื่อสัมผัสกับรังสี UVA จะเห็นได้ไม่ชัดเจน และไม่รู้สึกเจ็บเมื่อได้รับรังสีนี้ แต่ผลในระยะยาวเชื่อกันว่าหากได้รับรังสี UVA มากๆ จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระในผิวหนัง ซึ่งจะทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอยก่อนวัย สีผิวคล้ำเข้มขึ้น ขาดความสดใส

  2. รังสียูวีบี (UVB) คือรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีความยาวคลื่นรองลงมา รังสี UVB จะถูกกั้นโดยชั้นบรรยากาศบางส่วน และลงมาถึงผิวโลกประมาณร้อยละ 0.1 ของแสงทั้งหมด รังสี UVB แม้จะไม่สามารถทะลุสู่ชั้นผิวหนังที่ลึกได้เท่ากับรังสี UVA แต่ก็มีผลทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เกิดอาการแสบร้อน แดง และไหม้เกรียม โดยเฉพาะภายใน 24 ชั่วโมงที่โดนแสงแดดจัดนานๆ

  3. รังสียูวีซี (UVC) เป็นรังสีที่มีคลื่นสั้นที่สุด ในอดีตรังสี UVC จะถูกกรองไว้ได้ทั้งหมดโดยชั้นโอโซน จึงไม่สามารถผ่านชั้นบรรยากาศของโลกลงมาได้ แต่ปัจจุบันนี้พบว่ารังสี UVC ก็สามารถทะลุชั้นโอโซนมายังพื้นโลกได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากมลพิษที่มนุษย์ก่อขึ้น จนไปทำลายชั้นโอโซนให้บางลง

ออกแดดอย่างไร ไม่ดำ ไร้มะเร็งผิวหนัง! ช่วงสงกรานต์

      สรุปได้ว่ารังสีที่เป็นอันตรายต่อผิวคือ รังสี UVA และรังสี UVB ซึ่งมีผลทำให้ผิวหนัง เหี่ยวย่นและก่อโรคมะเร็งผิวหนังได้พอกันทั้ง 2 ชนิด รังสี UVB จะ มีความแรงสูงสุดในช่วงเวลากลางวัน คือตั้งแต่ 10.00-15.00 น. นอกจากนี้ยังมีหลักฐานแสดงว่ารังสีช่วงคลื่นยาวคือรังสีอินฟราเรดก็เป็นอันตรายต่อผิวหนังได้เช่นเดียวกัน เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราไปรู้จักวิธีป้องกันแสงแดดกันเลยค่ะ

วิธีการป้องกัน

1.ทาครีมกันแดด

          แน่นอนครีมกันแดดช่วยคุณได้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ต้องใช้แบบไหนถึงจะป้องกันได้ดีกว่า ไปดูเคล็ดไม่ลับ กันเลยค่ะ

ป้องกันแสงแดด

6 เรื่องที่คุณเข้าใจผิด เวลาใช้ครีมกันแดด

         1.ค่า SPF ยิ่งสูงยิ่งดี

         หลายคนอาจเข้าใจว่า ยิ่งครีมกันแดดมีค่า SPF สูงๆ ยิ่งปกป้องผิวได้ดี ความเข้าใจนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะ SPF ปกป้องผิวจาก UVB เท่านั้น ครีมกันแดดที่ดีจะต้องมี ค่า PA ด้วย เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UVA และไม่เพียงเท่านั้น ค่า SPF ที่ยิ่งสูงก็ยิ่งมีโอกาสทำให้ผู้ใช้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้สารที่อยู่ในครีมกันแดดได้ id skin expert แนะนำว่า สำหรับแดดเมืองไทย SPF 50 และ PA+++ ก็เหลือเฟือแล้ว

         2.ครีมกันแดดทาครั้งเดียว กันน้ำได้ทั้งวัน

         ถ้าคุณเคยใช้ครีมกันแดดที่บอกว่าเป็น “Water Resistance” หรือ “กันน้ำ” แล้วเข้าใจว่า มันกันน้ำได้นานเป็นชั่วโมงล่ะก็ คุณคิดผิดแล้วล่ะ เพราะครีมกันแดดส่วนใหญ่กันน้ำได้แค่ 40 นาทีเท่านั้น และจะเสื่อมประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆตั้งแต่เราโดนน้ำ หรือโดนเหงื่อ ดังนั้นถ้าเราไม่ได้ทาครีมซ้ำลงไปหลังจากหมดเวลาล่ะก็ เตรียมผิวไหม้กันได้เลย

        3.ทาครีมกันแดดนิดเดียวก็พอ

        การจะทาครีมกันแดดแล้วให้ได้ผลในการปกป้องรังสี UV ตาม SPF และ PA ที่ครีมกันแดดเคลมนั้นต้องทาในปริมาณที่มากเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่นถ้าทาหน้า จะต้องใช้ในปริมาณอย่างน้อย 2 ข้อนิ้วมือ หากทาน้อยกว่านั้นอัตราการป้องกันก็จะลดลง แต่ในทางกลับกันไม่ได้แปลว่าทาเยอะเกินไปแล้วจะทำให้รังสี UV ได้มากขึ้นนะ ควรทาให้พอดีๆ

ป้องกันผิวจากแดด

        4.วันไหนไม่โดนแดด ไม่ต้องทาครีมกันแดดก็ได้

       รู้หรือไม่ว่ารังสี UV ไม่ได้มีในแสงจากดวงอาทิตย์อย่างเดียว แต่อยู่ในแสงจากหลอดไฟ จอคอมพิวเตอร์ มือถือด้วย ดังนั้นแม้ว่าจะอยู่แต่ในบ้าน คุณก็ยังโดนทำร้ายจากรังสี UV อยู่ดี ดังนั้นทาครีมกันแดดให้เป็นนิสัย ไม่ว่าวันนั้นคุณจะต้องออกไปเจอแดดหรือไม่ก็ตาม

         5.ทาครีมที่มี SPF หลายๆตัว แล้วเอา SPF มารวมกัน

         บางคนชอบเข้าใจผิดว่า ทาครีมที่มี SPF 15 แล้ว ทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 อีกที แล้วเข้าใจว่าจะได้ SPF 45 แต่จริงๆแล้วจะบอกว่าค่า SPF น่ะมันบวกรวมกันเหมือนบวกเลขไม่ได้ ในกรณีที่ยกตัวอย่างนี้การปกป้องสูงสุดจะอยู่ที่ SPF 30 เท่านั้น ดังนั้นลงทุนซื้อครีมกันแดดดีๆสักตัวไปเลยจะดีกว่า

         6.ทาครีมกันแดดแล้วต้องรอ 30 นาทีก่อนโดนแดด

          สำหรับข้อนี้อาจจะต้องอธิบายกันนิดนึง ประเภทของครีมกันแดดนั้นถ้าให้แยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆก็คือแบบ Physical กับแบบ Chemical โดยครีมกันแดดแบบ physical นั้นใช้หลักการสะท้อนแสง ทำให้หลังทาสามารถออกแดดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ แต่ในขณะที่ครีมกันแดดแบบ chemical นั้นใช้หลักในการดูดซับแสง ซึ่งต้องรอประมาณ 20-30 นาทีเพื่อให้สารเคมีเซ็ตตัวพร้อมก่อนจะออกแดดได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บอกว่า Physical ดีกว่า Chemical เพราะครีมกันแดดทั้งสองแบบต่างมีข้อดี ข้อเสียเฉพาะตัวทั้งคู่ และครีมกันแดดที่ดีหลายๆตัว ก็ผสมทั้งแบบ Physical และ Chemical เข้าด้วยกัน

2.หลีกเลี่ยงแสงแดดรุนแรง

     พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้าถึงตอน 15.00 น. ให้มากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่แดดจัดที่สุด ถ้าต้องออกแดดจัดในช่วงเวลานั้น นอกจากการทาครีมกันแดดแล้ว อุปกรณ์ป้องกันแสงแดดได้ดีคือ หมวก ร่ม เสื้อแขนยาว และการอยู่ในร่มไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ถึงแม้แสงแดดจะไม่ถูกต้องตัวคุณ แต่รังสี UV ก็สามารถสะท้อนเข้ามาในร่มได้ เพราะฉะนั้นการทาครีมกันแดดป้องกันไว้จะปลอดภัยที่สุด แม้คุณจะทำงานในตึกก็ตาม

3.ดื่มน้ำให้มาก

     แม้จะทาครีมกันแดดหลังจากตากแดดแรงๆ แล้ว ควรดื่มน้ำตลอดเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ (Dehydrated) เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญในการชำระล้าง นำของเสียออกจากร่างกาย และคืนความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวสดใส และป้องกันไม่ให้คุณเป็นลมจากสภาวะร่างกายขาดน้ำนั้น และควรดื่มน้ำบ่อยๆ ตลอดวันก็เป็นการช่วยดูแลผิวไม่ให้แห้ง และลดความร้อนเกินไปของร่างกายได้เหมือนกันด้วย

ดื่มน้ำรักษาผิว

วิธีแก้ไข เพื่อช่วยปกป้องผิว

1.ใช้ AfterSun หลังออกแดด

     หลังจากการออกแดดที่รุนแรงๆ เป็นเวลานาน ควรจะทา After Sun ที่ช่วยให้บรรเทาอาการแสบร้อน เลือกที่มีส่วนผสมของวิตามินอีและว่านหางจระเข้ จะช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอเข้ากันทั้งเรือนร่างอีกด้วย AfterSun นั้นยังถือว่าเป็นโอกาสสุดท้ายของการฟื้นฟูผิวที่ไหม้และหมองหลังออกแดดเลยก็ว่าได้ สำหรับคนที่ไม่ได้ทากันแดดตั้งแต่แรก แต่ไม่ลืมว่าการฟื้นฟูนั้นยากกว่าการปกป้องด้วยการทาครีมกันแดดตั้งแต่แรกนะคะ ทั้งนี้ก็ไม่ควรโดนแดดแรงๆ อีกสักพักด้วยล่ะ

2.ดูแลผิวที่โดนแดดแผดเผา

     ถ้าผิวกลายเป็นสีชมพูเข้ม รู้สึกร้อนและไหม้ ให้ประคบผิวบริเวณนั้นด้วยน้ำเย็นผสมนมสด ห้ามใช้น้ำแข็งประคบเพราะจะทำให้ยิ่งไหม้ จากนั้น ชโลมผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของอโลเวราและไม่ควรใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำถูโดยเด็ดขาด แต่ถ้าผิวเป็นสีแดงจัด เป็นรอยย่นจนเห็นได้ชัด ควรอาบน้ำและชโลมผิวเหมือนข้อแรก ทานยาแอสไพรินทุกๆ 4 ชั่วโมง จากนั้นให้ไปพบแพทย์ แต่ถ้าพบว่ามีผิวเป็นสีแดง มีตุ่มน้ำใสๆ มีไข้ หนาวสั่น ให้ทานยาแอสไพรินแล้วรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

ป้องกันแดด

วิธีการฟื้นฟูผิว

1.การอาบน้ำเย็น

     วิธีการง่ายๆ ที่จะช่วย Cool Down ผิวหนังและร่างกายของคุณให้เย็นลง แต่ระวังไม่ใช้ใยขัดตัว ขัดถูตัวนะคะ เพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว ให้นำผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นมาทำการประคบตามตัว โดยเน้นในบริเวณที่ผิวหนังมีอาการไหม้จากแสงแดด

2.น้ำนม

    อาบน้ำนม โดยเทนมจืดใส่เอาไว้ในอ่างอาบน้ำแล้วทำการนอนแช่ได้เลย สามารถผสมน้ำเปล่าในอัตราส่วนเท่าๆ กันได้ในกรณีประหยัด หรืออาจจะใช้วิธีนำผ้าขนหนูไปซับกับน้ำนม แล้วนำไปประคบผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการไหม้ได้เช่นเดียวกัน

3.โยเกิร์ต

    นำโยเกิร์ตแช่เย็น มาทาในบริเวณผิวที่ไหม้ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงค่อยทำการล้างออกด้วยน้ำสะอาด

4.ว่านหางจระเข้

     นำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ทำการล้างยางออกจนหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาทำการทาถูในบริเวณที่ถูกแสงแดดเผา หรือจะฝานบางๆ เตรียมไว้หลายแผ่นจึงนำมมประคบแล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่เมื่อหายเย็นแล้ว

5.ถุงชา

     นำถุงชาที่ไม่ใช้แล้วไปแช่ในน้ำเย็น จากนั้นให้นำถุงชาไปวางประคบบนบริเวณที่ไหม้จากแดด จะเป็นการช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดขึ้นตามผิวได้เป็นอย่างดี

6.ครีมกันแดด

     ครีมกันแดดนั้นควรทาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะช่วยในการปกป้องผิวจากแสงแดด แต่ก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาอาการไหม้ของผิวจากแสงแดดอีกด้วย เมื่อเกิดอาการไหม้ของผิวจากแสงแดด ให้ทำการทาครีมกันแดดในบริเวณนั้นต่อไปอีก 2 สัปดาห์ พร้อมกับพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด ผิวจะเกิดการผลัดเซลล์ผิวเก่าทิ้งไป ผิวหนังชั้นใหม่ที่เกิดขึ้นมาแทนก็จะกลับมาเนียนใสได้เหมือนเดิม

7.ไม่ขัดหรือสครับผิว

     เพราะการขัดผิวนั้นจะทำให้ผิวบางลง ควรที่จะฟื้นฟูให้หายดีและขาวขึ้นก่อน จึงทำการขัดหรือสครับผิวในขั้นตอนต่อไป

        ในส่วนของโรคมะเร็งผิวหนังนั้นมักพบในคนผิวขาว ซึ่งพบได้น้อยในคนไทยที่มีสีผิวเข้มกว่า แต่ก็ควรหมั่นสังเกตว่าผิวมีความผิดปกติ เช่น มีตุ่มนูนหรือก้อนบนผิวที่ขยายตัวเร็วหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่มีไฝ ควรตรวจดูบ่อยๆ ว่าไฝบนตัวของคุณมีการเปลี่ยนแปลงของสีและขนาดหรือเปล่า เพราะไฝบอบบางต่อแสงแดดมาก หากโดนแดดมากๆ อาจกลายเป็นมะเร็งเนื้อร้ายได้ นอกจากนี้ อาการผื่นแพ้แดด ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดจากการโดนแสงแดดกระตุ้น ทำให้เกิดอาการผื่นคันด้วย

        นอกจากควรระวังอันตรายที่มาจากแสงแดดแล้วนั้น สิ่งที่ควรระวังเพิ่มเติมที่เกิดจากการเล่นน้ำสงกรานต์นั้นคือ เชื้อโรคที่มากับน้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว และอาการผื่นคันไม่ต่างกับแสงแดด หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ และการปฏิบัติอย่างถูกต้อง

อ้างอิง นิตยสารหมอชาวบ้านidkaijeaw.com

 

Tel: 099-131-9919
Website : www.ocare.co.th
Facebook.com/Ocarehealth
Instagram.com/Ocarehealth
Line ID : @ocarehealth
👇👇คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hsv2260s

เพิ่มเพื่อน“คลิกโอแคร์ ดูแลถึงบ้าน”
Ocare : โอแคร์ คือ ผู้ให้บริการตรวจสุขภาพถึงบ้าน พร้อมวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพโดยแพทย์ รับผลตรวจทันทีภายใน 24 ชั่วโมง
#โอแคร์#Ocare#ตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพถึงบ้าน#โปรแกรมตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพโดยแพทย์#ตรวจสุขภาพโดยพยาบาล#ผลสุขภาพออนไลน์

Ocare โอแคร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here