สเต็มเซลล์ ไขรหัสลับ Stem Cell คืออะไร

0
3229

สเต็มเซลล์ Stem Cell คืออะไร ชะลอวัยได้จริงหรือ?

สเต็มเซลล์ ถูกพูดถึง อย่างแพร่หลาย และ ถูกหยิบยกนำมาใช้ ในการโฆษณา อย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการความงาม และการชะลอวัย วันนี้โอแคร์จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ สเต็มเซลล์  Stem Cell ให้มากขึ้น

สเต็มเซลล์ คืออะไร

คือ เซลล์ต้นกำเนิด หรือ สเต็มเซลล์คือเซลล์ชนิดพิเศษ พบได้ ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโต ในสิ่งมีชีวิต สามารถแบ่งตัว ได้อย่างไม่จำกัด และ สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และเซลล์เม็ดเลือด มีหน้าที่สำคัญ ในการแบ่งตัว เพิ่มจำนวน และ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ เพื่อทดแทน เซลล์ ที่เสื่อมสภาพในร่างกาย

ชนิดของสเต็มเซลล์

หลายคน คงมีความคิดว่า เซลล์ต้นกำเนิด จะต้องนำมาจากเซลล์ตัวอ่อนเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากในร่างกายคนเรา ก็สามารถพบเซลล์ต้นกำเนิด ได้เช่นกัน โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งแหล่งที่มา ของเซลล์ต้นกำเนิดได้ 3 แหล่งคือ

  1. จาก เซลล์ตัวอ่อน ระยะ ‘เอ็มบริโอ’ ขณะอยู่ในครรภ์ (embryonic stem cell)
  2. จาก เซลล์ทารก ระยะ ‘ฟีตัส’ ขณะอยู่ในครรภ์ (fetal stem cell)
  3. จา กเซลล์ของอวัยวะในร่างกายของเรา (adult stem cell)

ในร่างกายของเรา มีเซลล์ต้นกำเนิด อยู่ภายในไขกระดูก และ เนื้อเยื่ออื่นต่างๆ เช่น เซลล์ไขมัน สมอง และกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถ นำมาเพาะเลี้ยง เป็นเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อใช้งานได้ ซึ่งปัจจุบัน ได้มีการศึกษาทดลอง อย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากความยาก ในการเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิด ให้มีชีวิตรอดนั้น จำเป็นต้องอาศัย สภาพแวดล้อม ที่มีลักษณะเฉพาะ และต้องดูแลอย่างเข้มงวดทุกกระบวนการ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ สิทธิมนุษยชน และ จริยธรรมทางการวิจัย มากำกับ ควบคุมอีกด้วย

Conceptual cells

ประเด็นที่ควรรู้เกี่ยวกับสเต็มเซลล์

  1. สิ่งที่เรามักเข้าใจ คลาดเคลื่อน เกี่ยวกับสเต็มเซลล์คือ สเต็มเซลล์เหมือนกันหมด และ สามารถรักษาได้ทุกโรค โดย สเต็มเซลล์ที่นำมาใช้ได้ในปัจจุบัน ก็คือ สเต็มเซลล์เม็ดเลือด ใช้สำหรับ นำไปรักษาโรคทางโลหิตวิทยาเท่านั้น เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น ซึ่งสเต็มเซลล เม็ดเลือดก็เป็นเพียงหนึ่ง ในหลายร้อยสเต็มเซลล์ ที่มีอยู่ในร่างกายของเรานั่นเอง
  2. ปัจจุบัน เซลล์ต้นกำเนิดถูกนำมาใช้ ทางการแพทย์ 3 รูปแบบหลัก ดังนี้
    1. นำเซลล์ต้นกำเนิด มาเพาะเลี้ยงเป็น อวัยวะ หรือ เนื้อเยื่อก่อน แล้วจึงนำกลับมาปลูกถ่าย ให้ผู้ป่วย (Organ/Tissues Transplantation) เช่น การนำเซลล์ต้นกำเนิด มาเพาะเลี้ยงเป็นเส้นประสาท แล้วค่อยปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน (Parkinson Disease)
    2. การ ใช้ เซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาโรคโดยตรง (Cell-based approach) เช่น การฉีดเซลล์ต้นกำเนิด เข้าไปที่กล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยโดยตรง หรือฉีดเข้ากระแสเลือด เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจ
    3. การฉีด สารกระตุ้นเพื่อให้ เซลล์ต้นกำเนิดที่มีอยู่เดิมในร่างกายทำงานมากขึ้น (Endogenous stem cell) เช่น การฉีดฮอร์โมน Erythropoietin เข้าไปใน ร่างกาย เพื่อกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิด ที่อยู่ในไขกระดูก ให้เปลี่ยนเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง ใช้รักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจาง

 

การนำสเต็มเซลล์เม็ดเลือดไปปลูกถ่ายอวัยวะ และ รักษาโรคอื่นๆเป็นอย่างไร

  1. ในช่วง 20-25 ปีก่อนหน้านี้ มีการทดลอง นำสเต็มเซลล์เม็ดเลือด ไปเลี้ยงในหลอดทดลอง ให้กลายเป็นสเต็มเซลล์ อวัยวะอื่นๆ เช่น สมอง หัวใจ เป็นต้น จนประสบผลสำเร็จ จึงเกิดความเข้าใจว่า สามารถนำสเต็มเซลล์ มารักษาอวัยวะ ที่เสียหาย และ รักษาทุกโรคได้
  2. แต่มีข้อสังเกตว่า การทำการทดลอง ในหลอดทดลอง หรือ กับสัตว์ เราสามารถกำหนด ให้เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่โอกาสที่จะนำมาใช้ และ ประสบความสำเร็จ ในคนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย และทุกๆอย่างยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลอง และ วิจัยเท่านั้น

เราจะสามารถดึงสเต็มเซลล์จากอวัยวะที่ต้องการ มารักษาอวัยวะที่ชำรุดได้หรือไม่

การจะนำสเต็มเซลล์ จากอวัยวะอื่นๆ จากตัวโตเต็มวัยนั้น ทำได้ยากมาก เช่น
– หากเราต้องการสเต็มเซลล์ จากหัวใจ เราก็ต้องเจาะหัวใจ
– จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะให้มีผู้มาบริจาค
– แม้แต่การไปดึงสเต็มเซลล์จากทารกที่แท้งในครรภ์ ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะผิดหลักจริยธรรม

สเต็มเซลล์กับความงาม

ปัจจุบันนี้ มีการนำสเต็มเซลล์ไปใช้เรื่อง การชะลอความแก่ กันมาก บอกว่าฉีดไปแล้วได้ผลดี ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของความรู้สึก และ จิตใจมากกว่า เพราะไม่มีผลพิสูจน์ใดๆที่ยืนยันได้เลย และที่สำคัญ หมอที่ทำการรักษาก็อาจไม่ไช่หมอที่ทำงานหรือวิจัยด้านนี้โดยตรง

 

สเต็มเซลล์จากสัตว์

การใช้สเต็มเซลล์ จากสัตว์ กลับยิ่งให้ผลเสียมากกว่า เพราะในตัวสัตว์ จะมีเชื้อโรคอยู่ และเซลล์ใดก็ตาม ที่ไม่ใช่เซลล์ของเรา เมื่อฉีดเข้าไปแล้วร่างกาย จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน หากร่างกายของเรา รับสารแปลกปลอมเข้าเรื่อยๆ ก็จะมีโอกาส เกิดโรคร้ายแรง ในอนาคตได้ เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง เป็นต้น

ดังนั้น หากมีการโฆษณาใดๆ ที่บอกว่าสามารถรักษาได้ทุกโรค จึงถือว่าเป็นการโฆษณา ที่เกินจริงทั้งสิ้น ในฐานะผู้บริโภค จึงควรต้องศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจ และพิจารณาให้ถี่ถ้วน เสียก่อน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองไม่ให้ไปตกที่ผู้อื่น

การเก็บสเต็มเซลล์เพื่อเอาไว้ให้ลูกหรือตัวเองใช้รักษาโรค

ก็คือการเก็บจากเลือดนั่นเอง อย่างที่คุณหมออธิบายมาแล้วว่า สเต็มเซลล์เม็ดเลือด ก็ต้องกลายเป็นเม็ดเลือด ไม่เหมาะไปรักษาอวัยวะอื่นๆ ดังนั้นการเก็บเพื่อให้ตัวเองหรือลูกจึงไม่มีประโยชน์ เพราะโอกาสจะเอาไปใช้น้อยมาก

ข้อคิดสำหรับผู้บริโภค

  1. ควรพิจารณา ให้รอบด้าน เพราะ มีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย ศึกษาข้อมูลให้ดีๆ สอบถามรายละเอียดต่างๆ ให้ชัดเจน 
  2. สุดท้ายเลือด จากสายสะดือ หรือ รก ที่เก็บไปนั้น เป็นการเก็บเพื่อรักษาคนอื่น ไม่ใช่ของตัวเอง และในอนาคตอาจมีวิทยาการใหม่ๆที่ง่ายและสะดวก
  3. การใช้เกี่ยวกับกระดูกและข้อ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและวิจัย

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก อ.ดร.นพ. ภูวพงศ์ นิ่มกิ่งรัตน์ อาจารย์แพทย์ภาควิชา ออร์โทปิดิกส์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here