เตือน!4เชื้อร้ายมาตามกระแสเลือดจากการมีเพศสัมพันธ์ เสี่ยงลุกลามขึ้นตา

0
2338
เพศสัมพันธ์

4 โรคร้ายลุกลามขึ้นตา

เยื่อบุตาอักเสบ

การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน และไม่สวมถุงยางอนามัย อาจได้รับเชื้อร้ายนี้เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจกระทบขึ้นถึงตาได้ โดยพบมีอยู่หลัก ๆ 4 ตัว คือ เริม ซิฟิลิส โรคหนองใน การติดเชื้อเอชไอวี

1.เริม มี 2 ไทป์

          1.1 ที่ปาก

เริมที่ปาก

          เริมที่ปาก สาเหตุเกิดจากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อไวรัสนี้อาจอยู่ในน้ำลาย น้ำเหลือง หรือแม้กระทั่งอสุจิ เชื้อไวรัสจะสามารถมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแผลถลอก ยังสามารถเข้าสู้ร่างกายผ่านทางเยื่อเมือกหรือเยื่อบุช่องปาก

          1.2 ที่อวัยวะเพศ

เริมอวัยวะเพศ

การติดเชื้อนี้เกิดขึ้นจากการสัมผัส และมีรอยถลอกของผิวหนังหรือเยื่อบุอ่อนบริเวณใกล้เคียง มีระยะฟักตัวประมาณ 4-5 วัน การติดเชื้อครั้งแรก จะทำให้มีอาการทั่วทั้งร่างกาย เช่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะเริ่มมีรอยโรคที่อวัยวะเพศ ลักษณะตุ่มใสขนาด 1-2 มม. ซึ่งต่อมาตุ่มใสนี้จะแตก โดยมีน้ำเหลืองข้นเคลือบด้านบน มีอาการเจ็บ และอาจมีปัสสาวะแสบขัดจากที่น้ำปัสสาวะระคายเคืองที่แผล รวมระยะเวลาที่มีอาการ 2-4 สัปดาห์ อาการเมื่อกลับมาเป็นซ้ำจะไม่รุนแรง และมักหายไปภายใน 1 สัปดาห์ มักเกิดจากตำแหน่งเดิม และมีอาการเฉพาะที่อวัยวะเพศ มีอาการคันยิบ ๆ ที่อวัยวะเพศเป็นสัญญาณเตือน

เมื่อเกิดการติดต่อแล้วมีโอกาสเชื้อเริมขึ้นตาได้ทั้งสิ้น โดยเชื้อเริมหากขึ้นตาแล้วจะส่งผลให้เกิดกระจกตาเป็นแผลได้ เกิดการอักเสบที่ม่านตา และจอประสาทตาอักเสบได้ ซึ่งเชื้อจะมาตามกระแสเลือด

2.เชื้อซิฟิลิส (Syphilis)

ซิฟิลิส

          เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดผื่นแผลตามผิวหนัง และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงขึ้นหากไม่รักษา

          1.ติดทางเพศสัมพันธ์ จากคู่สมรสที่มีเชื้อถ่ายทอดให้อีกฝ่าย

          2.ติดจากแม่สู่ลูก เชื้อซิฟิลิสสามารถส่งเชื้อผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ทำให้ทารกติดเชื้อตั้งแต่กำเนิด

          3.ติดจากทางอื่น เช่น ผิวหนังที่มีแผลสัมผัสกับแผลที่มีเชื้อซิฟิลิส

         โรคซิฟิลิสแบ่งออกได้ 3 ระยะ

          ระยะที่ 1( Early Primary Syphilis) มักเกิดแผลขนาดเล็กบริเวณที่ได้รับเชื้อ ก้นขอบแผลมีลักษณะเรียบและแข็งที่เรียกว่าแผลริมแข็ง (Chancre) โดยเฉพาะตามอวัยวะเพศและริมฝีปากหลังการได้รับเชื้อประมาณ 3 สัปดาห์ แต่อาจพบอาการได้ในช่วง 10-90 วัน มักไม่มีอาการเจ็บปวดและจะค่อย ๆ หายไปได้เองภายใน 6 สัปดาห์ แม้ไม่ได้รับการรักษา

          ระยะที่ 2 (Secondary Stage) โรคจะเริ่มพัฒนาจากระยะแรกใช้เวลาประมาณ 1-3เดือน เริ่มมีการเกิดผื่นที่มีลักษณะตุ่มนูนคล้ายหูดขึ้นตามบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า อวัยวะเพศ หรือส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ขาหนีบ ทวารหนัก ภายในช่องปาก แต่ไม่มีอาการคันตามผิวหนัง บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ เป็นไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ผมร่วง

          ระยะที่ 3 (Tertiary Syphilis) หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะทำให้โรคพัฒนามาจนถึงระยสุดท้ายที่ก่อให้เกิดความผิดปกติและภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจ สมอง เส้นประสาท หรืออวัยวะหลายส่วนของร่างกายเมื่อเชื้อไปอยู่ในบริเวณนั้น นำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น อัมพาต ตาบอด ภาวะสมองเสื่อม หูหนวก ไร้สมรรถภาพทางเพศ โรคหัวใจ เสียสติ และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

เชื้อซิฟิลิส สามารถขึ้นสู่ดวงตาผ่านทางกระแสเลือดเช่นกัน โดยเชื้อซิฟิลิสสามารถส่งผลให้เกิดตาอักเสบได้ทุกรูปแบบ ทั้งเยื่อบุตาอักเสบ กระจกตาอักเสบ จอประสาทตาอักเสบ ขั้วประสาทอักเสบได้ทุกส่วนของดวงตา

3.โรคหนองใน หรือเชื้อโกโนเรีย

โรคหนองใน

โรคหนองในแท้ หรือ โกโนเรีย (Gonorrhea) ซึ่งมีชื่อเรียกว่า H041 เกิดจากการติดเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ซึ่งจากการวิจัยพบว่าเชื้อโกโนเรียนี้มีความดื้อยาปฏิชีวนะและไม่มีทางรักษาได้ และมีความเป็นไปได้มากว่าผู้ที่ีได้รับเชื้อโกโนเรียเข้าไปแล้วจะปรากฏอาการได้ไวกว่าโรคเอดส์ และแสดงผลของการติดเชื้อได้ไวกว่า HIV เชื้อนี้จะทำให้เกิดโรคเฉพาะเยื่อเมือก Mucous Membrane เช่น เยื่อเมือกในท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก เยื่อบุมดลูก ท่อรังไข่ ทวารหนัก เยื่อบุตา คอ เป็นต้น โดยเชื้อนี้มีระยะฟักตัวเร็ว คือประมาณ 1-10 วัน

ปัจจัยเสี่ยง ชายร่วมประเวณีกับหญิงที่มีเชื้อหนองในจะติดเชื้อประมาณ 30 % ส่วนหญิงร่วมประเวณีกับชายที่มีเชื้อหนองใน จะมีโอกาสจะติดเชื้อประมาณ 80 %

อาการ โดยทั่วไป โรคหนองในจะแพร่เชื้อไว้ในท่อปัสสาวะในชาย และในท่อปัสสาวะและปากมดลูกในสตรี นอกจากนั้นมันอาจแพร่เชื้อในทวารหนักและในลำคอได้ด้วย ทั้งนี้ลักษณะอาการที่สามารถพบได้คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะขัด และมีหนองสีเหลืองข้นไหลจากท่อปัสสาวะ อาการปัสสาวะขัดจะรุนแรงมาก และบางรายอาจลุกลามไปยังต่อมลูกหมาก และท่อนำน้ำเชื้ออสุจิได้ ส่วนในหญิงเชื้อมีโอกาสลุกลามไปยังมดลูกและปีกมดลูก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบและภาวะเป็นหมันตามมาได้ และถ้าหญิงมีครรภ์มีเชื้อหนองในเวลาคลอดอาจทำให้ทารกแรกคลอดติดเชื้อเกิดอาการตาอักเสบได้

4.เชื้อเอชไอวี

เอชไอวี

เชื้อเอชไอวีสามารถติดต่อได้ทาง เลือด อสุจิ สารคัดหลั่งในช่องคลอด หรือน้ำนม ซึ่งภายในของเหลวที่ร่างกายสร้างขึ้น เชื้อเอชไอวีสามารถอยู่ได้ในสภาพอิสระในตัว และอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อ สาเหตุการแพร่กระจายเชื้อ คือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน เข็มฉีดยาที่ปนเปื้อน การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกผ่านทางการให้นม เลือดที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากการบริจาคให้ธนาคารเลือด

การติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งตัวเชื้อเอชไอวีไม่ได้ส่งผลกระทบที่ดวงตาโดยตรง แต่หากไม่รับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี จนภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอลง จนกระทั่งติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้ เช่น การติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus) หรือโรคติดเชื้อ CMV ซึ่งส่งผลที่จอประสาทตาได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการมองเห็น ผู้ที่คิดว่ามีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสเหล่านี้ ควรได้รับการตรวจหรือรับการรักษาเพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสมีการแพร่กระจายไปกว้างเกินกว่าจะรักษา เพราะเชื้อไวรัสนี้อาจทำให้ถึงขั้นตาบอดมองไม่เห็นก็เป็นได้ ด้วยความห่วงใยจากโอแคร์ค่ะ

HIV

อ้างอิงจาก ข่าวสด , POBPAD

Tel: 099-131-9919
Website : www.ocare.co.th
Facebook.com/Ocarehealth
Instagram.com/Ocarehealth
Line ID : @ocarehealth
👇👇คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hsv2260s

เพิ่มเพื่อน “คลิกโอแคร์ ดูแลถึงบ้าน”
Ocare : โอแคร์ คือ ผู้ให้บริการตรวจสุขภาพถึงบ้าน พร้อมวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพโดยแพทย์ รับผลตรวจทันทีภายใน 24 ชั่วโมง
#โอแคร์#Ocare#ตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพถึงบ้าน#โปรแกรมตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพโดยแพทย์#ตรวจสุขภาพโดยพยาบาล#ผลสุขภาพออนไลน์

Ocare โอแคร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here