ผู้ป่วยติดเตียง ตอน “เจาะเลือดเช็คค่าเกลือแร่ในร่างกาย”

0
474
Electrolytes

ผู้ป่วยติดเตียง ตอน “เจาะเลือดเช็คค่าเกลือแร่ในร่างกาย”

การตรวจเกลือแร่ในเลือดสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะความผิดปกติบางอย่างในร่างกายของคนไข้เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น

เจาะเลือด ถึงบ้าน

การตรวจเกลือแร่ในเลือด, การเจาะเลือดหาเกลือแร่ของเลือด, การตรวจแร่ธาตุและสารละลายการตรวจอิเล็กโทรไลต์ในเลือดการตรวจหาระดับสารสื่อนำไฟฟ้าในเลือด (Electrolytes blood test) คือ การ

ตรวจเพื่อให้ทราบว่าสารละลายสื่อนำไฟฟ้า (Electrolytes) ชนิดต่าง ๆ ในเลือดว่ามีค่าอยู่ในระดับสมดุลหรือไม่ หรือเพื่อให้ทราบว่าค่าแร่ธาตุใดมีปริมาณสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติมากน้อยเพียงใด เนื่องจากความผิดปกติของแร่ธาตุตัวใด ๆ อาจบ่งชี้ถึงความไม่ปกติภายในร่างกายของผู้เข้ารับการตรวจได้ ซึ่งเราสามารถทำการตรวจหาได้จากการตรวจเลือด (และบางครั้งจากการตรวจปัสสาวะ)

เจาะเลือด ถึงบ้าน

อิเล็กโทรไลต์ (Electrolytes)หรือสารละลายของธาตุระดับโมเลกุลที่มีประจุไฟฟ้า คือ แร่ธาตุที่เป็นสารเคมีที่แตกตัวออกจนเป็นส่วนย่อยเล็กที่สุด (ระดับไอออน) ละลายอยู่ในเลือดภายในร่างกายด้วยจำนวนอันน้อยนิด แต่เพียงพอที่จะทำให้เกิดสภาวะสมดุลระหว่างแร่ธาตุที่ละลายอยู่ด้วยกันได้ โดยแร่ธาตุซึ่งเป็น Electrolytes ภายในร่างกายนั้นก็มีอยู่มากมายหลายชนิด แต่เฉพาะตัวที่สำคัญและมีบทบาทต่อร่างกายมากที่สุดจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ตัว คือ โซเดียม (Na), โพแทสเซียม (K), คลอไรด์ (Cl) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือไบคาร์บอเนต (HCO3)

 

โซเดียม (Na)

โซเดียม (Sodium) มีสูตรทางเคมีคือ “Na” เป็นธาตุที่นับว่าอยู่ในสารละลายซึ่งแสดงค่าประจุไฟฟ้าเป็นบวก (+) โดยมีปริมาณส่วนใหญ่อยู่ภายนอกเซลล์ขนาดความเข้มข้นประมาณ 140 mEq/L ด้วยขนาดความเข้มข้นดังกล่าว โซเดียมจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาความดันออสโมติกสำหรับของเหลวหรือน้ำเลือดภายนอกเซลล์เม็ดเลือดแดง ขณะเดียวกันก็สร้างแรงดันภายในหลอดเลือดจนทำให้สามารถวัดความดันโลหิตได้ด้วย

  • วัตถุประสงค์ของการตรวจ Na คือ

    • เป็นการตรวจเพื่อให้ทราบว่าโซเดียมที่ละลายอยู่ในน้ำเลือดในฐานะ Electrolyte มีปริมาณอยู่ในระดับเท่าใด สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติมากน้อยเพียงใด เพราะค่าใด ๆ ที่ผิดปกติไม่ว่าจะสูงมากเกินไปหรือต่ำมากเกินไปก็ล้วนอาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้

  • ค่าปกติของ Na ให้ยึดตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลการตรวจเลือด (ถ้ามี) แต่ถ้าไม่มีให้ยึดตามค่าปกติทั่วไป คือ

    • ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ คือ Na : 136 – 145 mEq/L

    • ค่าวิกฤติ คือ Na < 120 หรือ > 160 mEq/L

  • ค่า Na ที่สูงกว่าปกติ (Hypernatremia) อาจแสดงผลได้ว่า

    • อาจเกิดจากการกินโซเดียมหรือกินอาหารเค็มมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารไทย เช่น ปลาเค็ม ปลาร้า ไข่เค็ม หมูยอ แหนม น้ำพริกกะปิ ฯลฯ รวมถึงการปรุงอาหารด้วยผงชูรส

    • อาจเกิดจากการสูญเสียเหงื่อมากเกินไป และไม่ได้ดื่มน้ำให้เพียงพอ จึงทำให้โซเดียมในเลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น

    • อาจเกิดจากการเสียน้ำผ่านช่องทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย ท้องร่วง และไม่ได้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ โซเดียมในเลือดจึงเข้มข้นขึ้น

    • อาจเกิดจากโรคคุชชิง (Cushing’s syndrome) ที่สร้างสภาวะที่เรียกว่า “Aldosterone-like effect” ซึ่งจะทำให้ไตดูดกลับโซเดียมคืนให้ร่างกายมากเกินไป

 

โพแทสเซียม (K)

โพสแทสเซียม (Potassium) มีสูตรทางเคมีคือ “K” แสดงค่าประจุไฟฟ้าเป็นบวก (+) เป็นธาตุที่จำเป็นต้องมีอยู่ในน้ำเลือดโดยเป็นสารละลายเช่นเดียวกับโซเดียม แต่ระดับความเข้มข้นของโพแทสเซียมจะกลับกันกับโซเดียม (Na) ถ้าในน้ำเลือดมีความเข้มข้นของโซเดียมสูง โพแทสเซียมก็จะมีความเข้มข้นอยู่ในระดับต่ำ หรือหากโซเดียมต่ำ โพแทสเซียมก็จะสูง

  • วัตถุประสงค์ของการตรวจ K คือ

    • เป็นการตรวจเพื่อให้ทราบว่าโพแทสเซียมที่ละลายอยู่ในน้ำเลือดในฐานะ Electrolyte นั้น มีปริมาณสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติมากน้อยเพียงใด ซึ่งโพแทสเซียมนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการทำหน้าที่ของหัวใจ ผู้ที่ต้องกินยาขับปัสสาวะเพื่อลดความดันโลหิต (Diuretics) หรือกำลังบำบัดรักษาโรคหัวใจใด ๆ ก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นติดตามตรวจหาระดับค่าโพแทสเซียมในเลือดอยู่เสมอ

  • ค่าปกติของ K ให้ยึดตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลการตรวจเลือด (ถ้ามี) แต่ถ้าไม่มีให้ยึดตามค่าปกติทั่วไป คือ

    • ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ คือ K : 3.5 – 5.0 mEq/L

    • ค่าวิกฤติ คือ K : < 2.5 หรือ > 6.5 mEq/L

  • ค่า K ที่สูงกว่าปกติ (Hyperkalemia) อาจแสดงผลได้ว่า

    • อาจเกิดจากการกินอาหารที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมมากเกินไป (ซึ่งเป็นไปได้ยาก)

    • อาจเกิดจากการบาดเจ็บหรือฟกช้ำต่อเนื้อเยื่อ ซึ่งมีผลกระทบต่อเซลล์ จนอาจทำให้โพแทสเซียมที่มีอยู่อย่างเข้มข้นภายในเซลล์หลุดออกมาสู่กระแสเลือด จึงทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น

    • อาจเกิดจากสภาวะโลหิตจางเพราะเหตุเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) จึงทำให้โพแทสเซียมหลุดลอดออกมาสู่กระแสเลือด ค่าโพแทสเซียมในเลือดจึงสูงขึ้น

    • อาจมีโรคเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (Aldosterone) ทำงานต่ำเกินไป (Hypoaldosteronism) ทำให้ร่างกายมีฮอร์โมนตัวนี้น้อยและส่งผลให้ไตดูดกลับโซเดียมได้ไม่เต็มที่ ทำให้โซเดียมถูกปล่อยทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะอย่างไร้การควบคุม เป็นเหตุทำให้โซเดียมในเลือดมีระดับลดลง เมื่อโซเดียมลดลงมากเท่าใด โพแทสเซียมก็จะสูงขึ้นมากเท่านั้น

    • อาจเกิดจากสภาวะไตวายอย่างเฉียบพลันเรื้อรัง จึงทำให้ลดหรือหมดความสามารถในการขับทิ้งโพแทสเซียม

    • อาจเกิดจากการกินยาบางชนิด แล้วยานั้นกลับมีพิษหรือมีผลข้างเคียงที่ทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น เช่น กลุ่มยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), กลุ่มยารักษาโรคความดันโลหิตสูง (Captopril), กลุ่มยายั้งการแข็งตัวของเลือด (Aminocaproic acid), กลุ่มยารักษาโรคมะเร็ง (Antineoplastic drugs), กลุ่มยาที่ช่วยให้เลือดมีความใส (Heparin) ฯลฯ

      คลอไรด์ (Cl)

      คลอไรด์ (Chloride) มีสูตรทางเคมีคือ “Cl” เป็นสารที่เกิดจากการรวมตัวของธาตุคลอรีน (Chlorine) 2 ตัว โดยคลอไรด์นี้นับเป็นสารที่มีค่าประจุไฟฟ้าลบ () ซึ่งอยู่ในองค์ประกอบของสารละลายที่เรียกว่า “เลือด” รวมทั้งเป็นประจุไฟฟ้าลบของของเหลวที่อยู่ภายนอกเซลล์ตลอดทั่วร่างกาย และส่วนใหญ่เราจะได้รับคลอไรด์มาจากอาหารเค็มหรือเกลือ (NaCl) ด้วยเหตุนี้ ระดับคลอไรด์ในเลือดจึงมีความสัมพันธ์ที่จะขึ้นลงหรือสูงต่ำในทิศทางเดียวกับโซเดียม (Na) เสมอ

  • วัตถุประสงค์ของการตรวจ Cl คือ

    • เพื่อให้ทราบว่าค่าคลอไรด์ (Cl) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่มีอยู่ในสารละลายของน้ำเลือดมีปริมาณสูงหรือต่ำมากน้อยเพียงใด ซึ่งคลอไรด์นี้จะมีบทบาทในการรักษาความสมดุลระหว่างของเหลวภายในและภายนอกเซลล์ รักษาความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ รักษาปริมาตรของน้ำเลือดทั้งระบบให้มีขนาดพอดี และรักษาความเป็นกรดของของเหลวทั่วร่างกายมิให้สูงหรือต่ำเกินไป

  • ค่าปกติของ Cl ให้ยึดตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลการตรวจเลือด (ถ้ามี) แต่ถ้าไม่มีให้ยึดตามค่าปกติทั่วไป คือ

    • ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ คือ Cl : 90 – 106 mEq/L

    • ค่าวิกฤติ คือ Cl : < 80 หรือ > 115 mEq/L

  • ค่า Cl ที่สูงกว่าปกติ อาจแสดงผลได้ว่า

    • อาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดน้ำ เช่น จากการดื่มน้ำน้อย อาเจียน หรือจากอาการท้องเสีย ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องทำให้คลอไรด์ในเลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น

    • อาจเกิดจากการได้รับน้ำเกลือในกรณีที่รับการรักษาพยาบาล จึงทำให้ได้รับคลอไรด์จากน้ำเกลือมากกว่าที่ปล่อยทิ้งทางปัสสาวะ

    • อาจเกิดจากสภาวะครรภ์เป็นพิษ (Eclampsia)

    • อาจเกิดจากสภาวะที่ไตทำงานไม่เป็นปกติ (Kidney dysfunction) ซึ่งทำให้มีการดูดกลับโซเดียมเองมากผิดปกติ จึงมีผลทำให้คลอไรด์สูงขึ้นด้วย

    • อาจเกิดจากโรคคุชชิง (Cushing’s syndrome) ซึ่งเป็นสภาวะที่ต่อมหมวกไตทำงานหนัก จึงปล่อยฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (Aldosterone) ออกมาบังคับให้ไตดูดกลับโซเดียมคืนสู่ร่างกายมากผิดปกติ โซเดียมในเลือดจึงมีเข้มข้นขึ้นและส่งผลให้คลอไรด์เพิ่มค่าขึ้นจนมีระดับสูงผิดปกติ

    • อื่น ๆ เช่น จากโรคพาราไทรอยด์ทำงานมากไป (Hyperparathyroidism), ภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis), ยารักษาต้อหิน

      คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) / ไบคาร์บอเนต (HCO3)

      คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide) ซึ่งมีสูตรทางเคมีว่า “CO2” ที่มีอยู่ในเลือดเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นในทำนองของเสียเหลือใช้จากการเผาผลาญกลูโคสในระดับเซลล์ และจำเป็นต้องอาศัยฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง (ที่เข้าไปส่งออกซิเจนถึงทุกเซลล์ในขณะที่เราหายใจเข้า) มาช่วยรับคาร์บอนไดออกไซด์กลับออกมาผ่านทางหลอดเลือดดำ เพื่อขนส่งกลับคืนส่งมาให้ปอดปล่อยออกทิ้งไปนอกร่างกายโดยการหายใจออก

    • วัตถุประสงค์ของการตรวจ CO2 คือ

      • เป็นการตรวจเพื่อให้ทราบปริมาณความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในเลือดว่าอยู่ในระดับใด ซึ่งระดับ CO2 ที่สูงหรือต่ำจะมีส่วนก่อให้เกิดผลต่อความเป็นกรด (pH) ของเลือดมากน้อยแตกต่างกัน

      • การตรวจหาค่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาค่าไบคาร์บอเนต (HCO3) ในทางอ้อม

      • โดยปกติการตรวจนี้จะไม่ตรวจในการตรวจร่างกายประจำปี เพราะแพทย์จะสั่งให้ตรวจในกรณีที่มีอาการบวม มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ กินยาที่มีผลต่อเกลือแร่ (เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต) หรือตรวจเพื่อตามผลการรักษา

    • ค่าปกติของ CO2 ให้ยึดตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลการตรวจเลือด (ถ้ามี) แต่ถ้าไม่มีให้ยึดตามค่าปกติทั่วไป คือ

      • ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ คือ CO2 : 23 – 30 mEq/L

      • ค่าวิกฤติ คือ CO2 : < 6 mEq/L

  • ค่า CO2 ที่สูงกว่าปกติ อาจแสดงผลได้ว่า

    • อาจเกิดจากการอาเจียนอย่างรุนแรง ทำให้เสียน้ำในร่างกายไปมากผิดปกติ จึงมีผลทำให้ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดมีมากขึ้น

    • อาจเกิดจากการดูดน้ำออกจากกระเพาะอาหารทิ้งออกนอกร่างกายด้วยเหตุใดก็ตามอย่างต่อเนื่องยาวนานและมากเกินไป จึงทำให้ร่างกายขาดน้ำมากผิดปกติ

    • อาจเกิดจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ซึ่งทำให้ร่างกายหายใจไม่ได้เต็มที่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสภาวะความเป็นกรดจากการหายใจ (Respiratory acidosis) ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงพยายามสะสมไบคาร์บอเนตเพื่อชดเชยในการสร้างความเป็นกลางของสภาวะความเป็นกรดด่างในร่างกาย

    • อาจเกิดจากการใช้ยาที่มีไบคาร์โบเนต เช่น ยารักษากระเพาะอาหาร

      อื่น ๆ เช่น โรคหรือภาวะเบื่ออาหาร, โรคหัวใจ, น้ำท่วมปอด, โรคคุชชิง ฯลฯ

ซึ่งแร่ธาตุต่าง ๆ ใน Electrolytes นั้นจะมีหน้าที่โดยทั่วไปในการช่วยร่างกายให้ดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ซึ่งในภาพรวมขอสรุปเฉพาะบทบาทที่สำคัญ ดังนี้

  • ช่วยสร้างศักย์ไฟฟ้าเพียงพอที่จะทำให้ธาตุแต่ละตัวแสดงค่าประจุไฟฟ้าเป็นบวกหรือลบ เช่น โพแทสเซียมมีค่าประจุไฟฟ้าเป็นบวก (+)

  • ช่วยควบคุมการยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อ

  • ช่วยอำนวยให้เกิดการเคลื่อนไหวของน้ำและของเหลวในร่างกายเพื่อสร้างสภาวะที่สมดุล

  • ช่วยส่งเสริมปฏิกิริยาชีวเคมีทั้งหลายให้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น

การตรวจเช็คค่า Electrolytes ว่ามีค่าอยู่ในระดับสมดุลหรือไม่สำหรับผู้ป่วยติดเตียงบางรายเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเพราะถ้าค่าตัวใดผิดปกติไป คุณหมอเจ้าของไข้จะได้ทราบและมีการปรับยาให้เหมาะสมกับร่างกายของคนไข้ได้อย่างทันถ่วงที เป็นอีกเรื่องที่สำคัญสำหรับญาติหรือผู้ดูแลควรจะศึกษาไว้เบื้องต้นเพื่อเป็นความรู้ไว้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงต่อไป

 

อ้างอิงจาก

  1. หนังสือคู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มแรก. “การตรวจแร่ธาตุและสารละลาย”. (พอ.ประสาร เปรมะสกุล). หน้า 305-327.
  2. หาหมอดอทคอม.  “เกลือแร่ในเลือด (Blood electrolyte)”.  (ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [05 พ.ย. 2018].
  3. Siamhealth.  “การเจาะเลือดหาเกลือแร่ของเลือด”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.siamhealth.net.  [05 พ.ย. 2018].

Tel: 099-131-9919
Website : www.ocare.co.th
Facebook.com/Ocarehealth
Instagram.com/Ocarehealth
Line ID : @ocarehealth
👇👇คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hsv2260s

เพิ่มเพื่อน“คลิกโอแคร์ ดูแลถึงบ้าน”
Ocare : โอแคร์ คือ ผู้ให้บริการตรวจสุขภาพถึงบ้าน พร้อมวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพโดยแพทย์ รับผลตรวจทันทีภายใน 24 ชั่วโมง
#โอแคร์#Ocare#ตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพถึงบ้าน#โปรแกรมตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพโดยแพทย์#ตรวจสุขภาพโดยพยาบาล#ผลสุขภาพออนไลน์

Ocare โอแคร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here