รู้จัก โรคเบาหวาน ดื่มชานมไข่มุก วันละ 2-3 แก้ว เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานไหม?

0
432
เบาหวาน

ช่วงนี้เห็นหลายๆ คนชอบดื่มชานมไข่มุกเป็นประจำผมก็เลยนึกถึงโรคเบาหวาน ขึ้นมาและก็เกิดคำถามขึ้นมาพร้อมๆกันว่าถ้า ดื่มชานมไข่มุกวันละ 2-3 แก้ว เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานไหม? จริงหรือเปล่าที่ว่า การกินน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้เป็นเบาหวาน ? อันดับแรก เรามาดูเกี่ยวกับโรคนี้กัน ที่จริงแล้วเบาหวาน แยกย่อยได้เป็นประเภทต่าง ๆ ซึ่งแต่ละแบบมีสาเหตุและความเสี่ยงที่ต่างกันไป

โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ

เบาหวาน

  1. เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการขาดอินซูลิน เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถหลั่งอินซูลินได้เลย (อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน ทำหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำรงชีวิต) เบาหวานชนิดนี้มักพบในเด็กและผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี

  2. เบาหวานชนิดที่ 2 พบมากในคนส่วนใหญ่ เกิดจากการที่เซลล์ของร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดีหรือที่เรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายเหมือนขาดอินซูลินไประดับหนึ่ง ร่างกายต้องทดแทนโดยการสร้างอินซูลินออกมามากขึ้น จนตับอ่อนทำงานมากขึ้นจนทำงานไม่ไหวถ้าไม่ช่วยแก้ไข นอกจากนี้ตับอ่อนของผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ยังสร้างอินซูลินได้ไม่มากเท่าคนปกติด้วย จึงมีระดับอินซูลินที่ไม่พอเพียงแก่ความต้องการ สาเหตุของภาวะดื้ออินซูลิน ได้แก่ พันธุกรรม ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย ดังนั้น หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานร่วมกับมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ก็จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ได้มากขึ้น

  3. เบาหวานชนิดที่ 3 เป็นเบาหวาน ชนิดที่มีสาเหตุชัดเจน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ ตับอ่อนถูกตัด โรคที่มีเหล็กสะสมมากเกินไปในตับจนทำให้ตับเสียหาย การรับประทานยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ การได้รับสารเคมี ความผิดปกติของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต

  4. เบาหวานชนิดที่ 4 เป็นเบาหวาน ที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดในผู้ที่ไม่มีประวัติเป็นเบาหวาน มาก่อนตั้งครรภ์ เมื่อคลอดแล้วเบาหวาน ก็จะหายไป แต่คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นเบาหวานได้อีกในอนาคต

พอเราเริ่มรู้จักชนิดของ เบาหวาน แล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าดื่มชานมไข่มุกกี่แก้วหรือน้ำตาลมากน้อยเท่าไหร่จึงจะเกิดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ได้ เรามาลองดู ผลวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลในชานมไข่มุก กันครับ

ผลวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลในชานมไข่มุก

การวินิจฉัยเบาหวาน

เบาหวาน

วิธีที่จะทำให้ทราบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือเป็นเบาหวานหรือไม่ แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากงดอาหาร ถ้าปกติระดับน้ำตาลจะน้อยกว่า 100 มก./ดล. ถ้าอยู่ระหว่าง 100-125 มก./ดล. ถือเป็นภาวะที่มีความเสี่ยง แต่ยังไม่เป็นเบาหวานหรือบางครั้งเราจะเรียกภาวะนี้ว่าเป็นเบาหวานแฝง แต่ถ้าเกิน 126 มก./ดล. จะจัดว่าเป็นเบาหวาน

ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจค่าน้ำตาลหลังรับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง ถ้าร่างกายเอาน้ำตาลไปใช้ได้ดี ค่าน้ำตาลควรน้อยกว่า 140 มก./ดล. แต่ถ้าเกิน 200 มก./ดล. จะจัดว่าเป็นเบาหวานหากอยู่ระหว่าง 140-199 มก./ดล. จะอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงแต่ยังไม่เป็นเบาหวานหรือจะเรียกว่าเป็นเบาหวานแฝงก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการตรวจค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้บอกระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ถ้าค่า HbA1c สูงแสดงว่าที่ผ่านมา 3 เดือนมีระดับน้ำตาลสูง แม้จะมีระดับน้ำตาลในเลือดเป็นปกติก็ตาม ทั้งนี้ค่า HbA1c ปกติจะอยู่ที่ 4.3-5.6% ถ้ามีค่าอยู่ระหว่าง 5.7-6.4% ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ได้ในอนาคตหรือเป็นเบาหวานแฝงได้ ถ้ามีค่าตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไปแสดงว่าเป็นเบาหวาน  อย่างไรก็ตามการจะใช้ค่า HbA1c มาตัดสินว่าเป็นเบาหวานหรือไม่เป็นนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับชัดเจนเพราะการตรวจ HbA1c ยังไม่ได้มาตรฐานในการตรวจบางวิธี

ดังนั้น เมื่อทราบแล้วว่าตนเองจัดอยู่ในกลุ่มไหน ถ้าเป็นเบาหวานควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอาจต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากเป็นกลุ่มเสี่ยงจะต้องป้องกัน เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่หาทางป้องกัน จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้สูงมาก

 

อาการของโรคเบาหวาน

เบาหวาน

 

  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน

  • หิวน้ำบ่อย

  • หิวบ่อย รับประทานจุ แต่น้ำหนักลด

  • ผิวแห้ง

  • เป็นแผลแล้วหายยาก

  • ตาพร่ามัว

  • ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า

  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น อย่ารอช้า ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่างไรก็ดี ไม่ควรรอจนอาการต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เพราะบางครั้งกว่าจะเกิดอาการเหล่านี้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็อาจสูงเกินไปแล้ว ทางที่ดีควรหมั่นตรวจสุขภาพและตรวจเช็กระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่เคยมีประวัติความทนต่อน้ำตาลบกพร่องหรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ

 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุมเบาหวานไม่ได้

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุมเบาหวานไม่ได้

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นเบาหวาน

  • รับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักโภชนาการในปริมาณที่พอดีกับที่ร่างกายต้องการ ไม่รับประทานมากจนเกินไป อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นเช้า กลางวัน เย็น และมื้ออาหารว่างตอนสายหรือบ่าย

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่รับประทานแล้วมีระดับน้ำตาลสูงขึ้น เช่น น้ำตาลทราย เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในแต่ละวันไม่ควรอยู่นิ่งๆ ควรมีการขยับเขยื้อนร่างกาย เช่น เดินขึ้นลงบันได จอดรถให้ไกลเล็กน้อยเพื่อจะได้เดิน

  • หมั่นตรวจน้ำตาลด้วยตนเอง เพื่อให้ทราบระดับน้ำตาลในเลือด

  • ดูแลทำความสะอาดเท้า ระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผล

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง

  • พบแพทย์ตามนัด

 

อาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

เบาหวาน

 

ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)

  • เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน endothelium ของ หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น Basement membrane มากขึ้น ทำให้ Basement membrane หนา แต่เปราะ หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง ตาหรือจอตาเสื่อม หรือมองเห็นจุดดำลอยไปมา และอาจจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)

  • ไตมักจะเสื่อม จนเกิดภาวะไตวาย พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให้ Nephron ยอมให้ albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ปี นับจากแรกเริ่มมีอาการ

ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)

  • เบาหวาน จะทำให้หลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เช่นรู้สึกชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation ในที่สุด ในผู้ชายอาจมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ(impotence)

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)

  • เบาหวาน เป็นตัวการที่จะเร่งให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดทั่วร่างกายและเมื่อหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจเสื่อมสภาพจาก เบาหวาน ประกอบกับการมีไขมันในเลือดสูง ก็จะส่งผลให้มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิด โรคหัวใจขาดเลือด แต่หากหลอดเลือดเกิดอุดตัน ก็จะเกิดอาการ กล้ามเนื้อหัวใจตาย ในผู้ป่วย เบาหวาน บางราย กล้ามเนื้อหัวใจมีการทำงานน้อยกว่าปกติ คือ มีการบีบตัวน้อยกว่าปกติอันเนื่องมาจาก เส้นเลือดฝอยเล็กๆที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติจาก เบาหวาน ซึ่งจะทำการรักษาได้ยาก การรักษาที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ปัญหาที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของผู้เป็น เบาหวาน คือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจจะไม่แสดงอาการผิดปกติซึ่งจะบ่งชี้ว่าเป็นโรคหัวใจให้เห็นก่อน เช่นอาการเจ็บหน้าอก อันเป็นอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วไป ดังนั้นผู้เป็น เบาหวาน บางรายอาจจะแสดงอาการครั้งแรกด้วยอาการที่รุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวใจล้มเหลว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ช้ากว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

สามารถลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้อย่างไร ?

มาถึงตรงนี้หลายคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานคงเริ่มกลัวแล้วว่า “จะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับฉันไหม” “ฉันจะทำอย่างไรดี” อย่าเพิ่งวิตกกังวลเกินไป เพราะความจริงแล้วโรคแทรกซ้อนไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เป็นโรคเบาหวานเราสามารถหาวิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนเหล่านั้น ซึ่งเราได้นำมาฝากกัน 6 วิธี ดังต่อไปนี้

  1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

    • ก่อนอาหารให้ไม่เกิน 130mg%

    • หลังอาหารไม่เกิน 180mg%

    • ค่าน้ำตาลสะสมต้องไม่เกิน 7% ทำได้โดยการเลือกกินอาหารให้เหมาะสม ไม่กินอาหารที่มีรสหวานจัด

  2. ตรวจตาปีละครั้ง

  3. ควบคุมความดันโลหิตไม่ให้เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท และค่าไขมันไม่ดีในเลือด (LDL) ไม่เกิน 100 mg

  4. ไม่ทานอาหารรสเค็มจัด ควบคุมค่า BUN/GFR/CR ตามที่แพทย์กำหนด เพื่อตรวจสอบการทำงานของไตว่ามีความผิดปกติหรือไม่

  5. หมั่นสังเกตว่ามือและเท้ามีอาการชาหรือไม่ ควรงดดื่มสุรา และสูบบุหรี่

  6. ระวังไม่ให้เกิดแผลที่เท้า เมื่อไม่เกิดแผลที่เท้าก็จะไม่ถูกกตัดเท้านั่นเอง

ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานดูแลสุขภาพด้วยการเลือกกิน

การกินถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้เช่นกัน อย่างที่บอกไปว่าโรคเบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องกินอะไรหวานๆ สิจะได้ไม่เป็นโรคเบาหวานพูดมันง่ายแต่ทำน่ะมันยาก และคงเป็นไปได้ยากที่เราจะปฏิเสธการรับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย เพราะอาหารที่เรากินเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแป้ง เนื้อสัตว์ ผักหรือผลไม้ สุดท้ายแล้วจะถูกย่อยให้เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งกลายเป็นน้ำตาลกลูโคส ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

  • แบ่งสัดส่วนอาหารในแต่ละมื้อ ก็คือกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพียงแต่กินในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากเกินไป ในมื้อหนึ่งแบ่งเป็นกินผักผลไม้มากที่สุด ผลไม้ควรเป็นผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัด ส่วนเนื้อสัตว์เลือกที่มีไขมันต่ำจำพวกเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เนื้อวัว เนื้อหมูไม่ติดมัน และข้าวควรเป็นข้าวกล้อง ข้าวกล้องซ้อมมือ หรือขนมปังโฮลวีท โดยเนื้อสัตว์และข้าวให้แบ่งกินในปริมาณที่เท่าๆ กัน พร้อมทั้งควบคุมปริมาณให้เหมาะสมในแต่ละมื้อ

  • ไม่กินจุบจิบ และควรกินอาหารให้เป็นเวลา เพราะการกินอาหารไม่เป็นเวลา มื้อนี้ไม่กิน แต่ทบไปกินมื้ออื่นเพิ่มแทน เป็นพฤติกรรมที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน

  • ทำอาหารกินเอง เนื่องจากการทำอาหารเองจะสามารถเลือกวัตถุดิบ ควบคุมปริมาณ และยังเลือกปรุงรสชาติรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ เช่น ใช้น้ำปลาหรือซีอิ๊วโซเดียมต่ำ ใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลในการปรุงอาหาร เป็นต้น

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ทางออกของผู้เป็นโรคเบาหวาน

ความจริงแล้วผู้ป่วยโรคเบาหวาน สามารถกินอาหารรสหวาน หรือกินขนมของหวานได้ เพียงแต่ต้องจำกัดปริมาณ รู้ลิมิตในการกิน หรือถ้าหากเคยชินกับรสชาติหวาน ต้องการความหวานจริงๆ ก็ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล

สารให้ความหวานจากธรรมชาติ

1. หญ้าหวาน เป็นหนึ่งแหล่งความหวานยอดนิยมในปัจจุบัน หญ้าหวาน หรือที่เรียกติดปากกันว่า “สตีเวีย” (Stevia) ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (USFDA) สามารถให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 250-300 เท่า เป็นความหวานที่ปราศจากแคลอรี และไม่มีผลกระทบต่อปริมาณน้ำตาลในร่างกาย ไม่สะสมในร่างกาย จึงเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักหรือผู้ป่วยเบาหวาน หญ้าหวานมีความทนทานต่อกรดและความร้อน ไม่ถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ และไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาลเมื่อผ่านความร้อนสูง ทำให้มีการนำไปใช้ในการผลิตอาหารหรือเครื่องดื่มหลายชนิด


2. น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนด นอกจากจะมีกลิ่นและรสชาติที่หอมหวาน น้ำตาลมะพร้าว/น้ำตาลโตนด ถือเป็นอาหารกลุ่มที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำคือ 35 จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้นเร็วจนเกินไป ดังนั้นจะทำให้อินซูลินเพิ่มระดับอย่างช้าๆ ทำให้รู้สึกอิ่มนาน เป็นแหล่งความหวานที่ให้แคลอรี่ต่ำกว่าน้ำตาลทั่วไป และมีโพแทสเซียมช่วยควบคุมความดันและน้ำตาลในเลือดด้วย ยิ่งไปกว่านั้นน้ำตาลมะพร้าวยังมีแร่ธาตุอื่น ๆ รวมทั้งวิตามินบางชนิดที่น้ำตาลทรายแดงไม่มี ความหวานจากน้ำตาลมะพร้าวเป็นความหวานแบบสดชื่นที่ช่วยลดอาการอ่อนเพลียให้ร่างกายได้อีกด้วย


3. หล่อฮั้งก้วย (Monk Fruit) มีสารที่เรียกว่าโมโกรไซด์ (Mogrosides) ซึ่งมีความหวานกว่าน้ำตาลประมาณ 150-300 เท่า ถือได้ว่าเป็นพืชจีนโบราณที่มีสรรพคุณทางยา เป็นความหวานที่ไม่ต้องทำให้กังวลเรื่องแคลอรี่ ปัจจุบันจึงนิยมนำหล่อฮั้งก้วยมาใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเช่นเดียวกับหญ้าหวาน แต่มีดีกว่าตรงที่มีกลิ่นที่หอมหวานเหมาะกับกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักซึ่งหล่อฮังก้วยได้รับการรับรองโดย USFDA หล่อฮั้งก้วยมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญอย่างไกลโคไซด์ (Glycosides) และซาโปนิน (Saponins) ที่มีผลในการส่งเสริมสุขภาพต่างๆ และช่วยป้องกันการหลั่งฮีสตามีนซึ่งเป็นสาเหตุของอาการแพ้อีกด้วย


4. ชะเอมเทศ (Albizia myriophylla Benth) มีสรรพคุณช่วยทำให้ชุ่มคอ แก้น้ำลายเหนียว แก้คอแห้ง ช่วยให้สดชื่น รากของชะเอมเทศมีสารไกลไซร์ริซิน (Glycyrrhizin) หรือกรดไกรซีร์ริซิก (Glycyrrhizic acid) ที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 50-100 เท่า จึงมีการนำรากชะเอมเทศไปใช้ปรุงแต่งรสอาหาร ปรุงยาสมุนไพร หรือใช้เพิ่มรสหวานในขนมและลูกอมได้ แต่ชะเอมเทศไม่นิยมใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือมีภาวะโพแทสเซียมต่ำ และไม่ควรใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ


5. น้ำผึ้ง ศาสตร์ทางการแพทย์ของหลายประเทศใช้น้ำผึ้งในการรักษาอาการป่วย ลดอาการอักเสบและโรคผิวหนังต่างๆ ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยบำรุงสมองและความงาม ในทางเคมีนั้นน้ำผึ้งมีสารประกอบหลัก ๆ ที่เหมือนกันกับน้ำตาลทราย คือ “กลูโคส” และ “ฟรุกโตส” แต่ต่างกันตรงที่น้ำผึ้งมีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ร่างกายจึงสามารถดูดซึมไปใช้ได้เร็ว นอกจากนี้น้ำผึ้งยังมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระด้วย น้ำผึ้งจึงถือว่าเป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติที่ดีชนิดหนึ่ง แต่ด้วยแคลอรี่ที่สูงกว่าน้ำตาลทราย จึงควรระวังปริมาณในการรับประทานสักหน่อยอย่าให้มากเกินไปเท่านั้นเอง


สารให้ความหวานจากธรรมชาติถือได้ว่าเป็น “ความหวานทางเลือก” ที่เหมาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ แต่ก็ต้องคำนึงถึงปริมาณพลังงาน ไลฟ์สไตล์และสุขภาพของผู้บริโภคด้วย ซึ่งการมีสุขภาพที่ดีได้นั้นก็ต้องควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพแบบอื่นๆ ควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี 

 

อ้างอิง:Thaidiabetes,ศูนย์วิจัยและเมินความเสี่ยงด้านอาหารปลอดภัย สถาบันอาหาร กระทรวง,โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  ,Food Science and Technology Association of Thailand,Equal Thailand 

Tel: 099-131-9919
Website : www.ocare.co.th
Facebook.com/Ocarehealth
Instagram.com/Ocarehealth
Line ID : @ocarehealth
👇👇คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hsv2260s

เพิ่มเพื่อน
“คลิกโอแคร์ ดูแลถึงบ้าน”
Ocare : โอแคร์ คือ ผู้ให้บริการตรวจสุขภาพถึงบ้าน พร้อมวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพโดยแพทย์ รับผลตรวจทันทีภายใน 24 ชั่วโมง
#โอแคร์#Ocare#ตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพถึงบ้าน#โปรแกรมตรวจสุขภาพ#ตรวจสุขภาพโดยแพทย์#ตรวจสุขภาพโดยพยาบาล#ผลสุขภาพออนไลน์

Ocare โอแคร์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here